top of page

Search Results

พบ 135 รายการสำหรับ ""

โพสต์ในบล็อก (17)

  • การเลือกเครื่องปิดฝากระป๋องก็เหมือนกับเลือกซื้อบ้าน ต้องซื้อคุ้ม ซื้อคุณภาพ ดีกว่าซื้อถูกและต้องซื้อใหม่

    เคยไหม? อยากซื้อเครื่องปิดฝากระป๋องมาบรรจุสินค้า แต่ตัดสินใจเลือกไม่ถูก ไม่รู้จะต้องดูที่จุดไหน ต้องให้ความสำคัญเรื่องอะไร จนไปจบการตัดสินใจลงทุนเครื่องที่ราคา โดยที่ไม่รู้ว่าในระยะยาว มันคุ้มจริงๆไหม อย่าปล่อยให้การเลือกเครื่องปิดฝากระป๋องจบที่ราคา จนงบบานปลาย สร้างรายจ่ายให้กับคุณ!! เข้าใจตรงกันก่อน คำว่าเครื่องที่ดีในความหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ซื้อเครื่องมาแล้ว...ต้องคุ้มกับเงินที่เสียไป นั้นหมายถึงต้องไม่สร้างปัญหาให้ผู้ใช้ในระยะยาว สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องในขณะที่ใช้เครื่องสร้างรายได้ นอกจากนี้ยังรวมถึง สามารถเปลี่ยนกระป๋องได้หมาย Can Sizes และปรับความสูง รูปทรงของกระป๋องได้ง่ายโดยผู้ใช้ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติม แต่หาก..คุณคิดว่าในอนาคต คุณไม่ได้เปลี่ยนกระป๋องไปใช้ไซส์อื่นแน่ๆให้พิจารณาอีก 2 ข้อนี้ก่อนซื้อเครื่องปิดฝากระป๋อง . หากคุณยังไม่แน่ใจ และลังเลในการที่จะลงทุนเครื่องปิดฝากระป๋อง..ในวันนี้อยากให้ลองเข้ามาหาเราดู มาคุยที่โชว์รูมของเรา และเราเชื่อว่าอย่างน้อยคุณจะได้อะไรกลับไป อย่างที่คุณไม่คาดหวังเช่นกัน วันเวลาสถานที่ บริษัทเปิดวันจันทร์ - วันเสาร์ เวลา 08.00 - 17.00 น. สถานที่ 79/98 ซ.สามวา 29 ถ.สามวา แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510 https://goo.gl/maps/oFCmZoDrC5nC9F739 . ติดต่อเรา LINE ID: @lazstep คลิก>> bit.ly/2KUyohm ☎️โทร.0851629922, 0851624955

  • ซองปล่อยเอทานอล ยืดอายุขนม อาหาร และ เบเกอรี่คงรสชาติให้นานขึ้น

    ด้วยคุณสมบัติของเอทานอล ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ (โดยเฉพาะเชื้อรา) ซองปล่อยเอทานอลจึงมีประสิทธิภาพในการยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารที่เน่าเสียจากเชื้อราได้ง่าย เช่น ขนมปัง ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เป็นต้น ช่วยรักษาความนุ่มชุ่มชื้นในอาหาร ทำให้ขนมปัง เบเกอรี่ ขนมเปี๊ยะ โดรายากิ ชิฟฟอน เค้กเนยสด ไม่แห้ง แข็ง กระด้าง หลักการ ซองปล่อยเอทานอล สำหรับใส่ไว้ภายในบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ โดยจัดอยู่ในประเภทวัตถุเจือปนอาหาร ลักษณะเป็นซองขนาดเล็กทำจากฟิล์มชนิดพิเศษที่บรรจุเอทานอลไว้ภายใน เมื่อนำซองนี้ใส่ไว้ภายในบรรจุภัณฑ์อาหารที่ปิดสนิท เอทานอลจะถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ เป็นการปรับสภาวะภายในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งส่งผลต่อการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา มีประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราได้อย่างดีเยี่ยม จึงสามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารได้ และยังปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย ส่วนประกอบของซองปล่อยเอทานอล คือเอทานอลที่ผสมกับผงซิลิกา (ซิลิกอนไดออกไซด์) บรรจุในซอง ตัวซอง เป็นชนิดโพลีเอทิลีน เทเรฟทาเลต (Polyethylene terephthalate: PET) ซึ่งมีความคงทนต่อน้ำและน้ำมัน วิธีการใช้งาน ใส่ซองปล่อยเอทานอล ลงภายในบรรจุภัณฑ์อาหาร ปิดปากถุงหรือกระป๋องให้สนิท ผลิตภัณฑ์นี้จะค่อย ๆ ปล่อยเอทานอลออกมาเป็นไอระเหยทีละน้อยจนในบรรจุภัณฑ์กระจายเต็มไปด้วยไอระเหยของเอทานอล ไอระเหยดังกล่าวมีประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราได้อย่างดีเยี่ยม จึงสามารถช่วยยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารได้ *ควรใช้ซองเอทานอลภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากนำออกจากถุง ความปลอดภัยในการใช้งาน ซองปล่อยเอทานอลมีส่วนประกอบที่ไม่เป็นอันตราย ถึงแม้ผู้บริโภคจะเผลอรับประทานเข้าไป แต่เนื่องจากซองปล่อยเอทานอลไม่ใช่อาหาร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค จึงมีการระบุคำเตือนไว้ว่า "ห้ามรับประทาน" บนซอง ในกรณีที่รับประทานซองปล่อยเอทานอลเข้าไปทั้งชิ้น อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บในระบบทางเดินอาหารจากส่วนมุมซองที่บาดได้ ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยรักษา หากอุ่นอาหารไปพร้อมกับซองปล่อยเอทานอล ซองปล่อยเอทานอลสามารถสัมผัสอาหารได้โดยตรง มีความปลอดภัยแม้นำไปอุ่นกับอาหาร ส่วนประกอบของซองปล่อยเอทานอลมีความปลอดภัยและใช้บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ รอยซีลของซองแอลโวอาจขาดได้เมื่อถูกความร้อน กรุณานำซองปล่อยเอทานอลออกจากบรรจุภัณฑ์อาหารก่อนอุ่นอาหาร หากรอยซีลของขาดเนื่องจากความร้อน ให้ระมัดระวังอย่าให้วัตถุข้างในซองรั่วออกมาและ ควรกำจัดทิ้ง (หากวัตถุข้างในรั่วออกมา จะทำให้อาหารมีลักษณะและรสชาติเปลี่ยนไป ไม่ควรนำอาหารมารับประทาน) กรณีที่เก็บอาหารพร้อมกับซองปล่อยเอทานอลในตู้เย็นหรือแช่แข็ง ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด หากนำแอลโวไปแช่เย็นหรือแช่แข็ง ทั้งนี้ การปลดปล่อยของเอทานอลจะช้ากว่าปกติหรือหยุดทำงานชั่วคราว ซึ่งการที่อุณหภูมิลดต่ำลงจะทำให้การเจริญเติบโตของเชื้อราช้าลงด้วย เปรียบเทียบระยะเวลาการเกิดเชื้อราในตัวอย่างขนมที่ใช้และไม่ใช้ ซองปล่อยเอทานอล วิธีการเลือกขนาดซองปล่อยเอทานอล 1) ปริมาณกรัมของซองปล่อยเอทานอลที่ใช้จริงต่อหนึ่งซองบรรจุภัณฑ์ ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและค่าปริมาณน้ำอิสระ (Water Activity) สามารถอ้างอิงจากแผนภาพด้านล่างที่คำนวณจากน้ำหนักอาหาร 100 กรัม 2) กรณีอาหารมีน้ำหนักมากกว่าหรือน้อยกว่า 100 กรัม สามารถคำนวณตามสูตร ดังนี้ หลังจากเลือกขนาดซองเอทานอลที่เหมาะสมแล้ว ควรบรรจุซองเอทานอลในบรรจุภัณฑ์อาหารที่ใช้จริง เพื่อตรวจสอบคุณภาพและวันหมดอายุของสินค้าว่าเป็นไปตามกำหนดหรือไม่ หากมีการเปลี่ยนแปลงสูตร น้ำหนัก หรือ ชนิดบรรจุภัณฑ์ ควรทำการทดสอบอีกครั้ง ซื้อได้ที่ Shopee หรือ Line Official บริษัทค่ะ https://shopee.co.th/product/54481454/11498453225/

  • การแก้ปัญหาการบรรจุน้ำลงในภาชนะปิด แล้วภาชนะเกิดการเสียรูปทรง

    แช่เย็นแล้วกระป๋องบุบทำยังไงดี? เกิดจากสาเหตุใด มีวิธีป้องกัน หรือแนะนำอะไรบ้างไหม ? คุณสมบัติของน้ำ น้ำจะมีความหนาแน่นมากที่สุดที่อุณหภูมิ 3.98 องศาเซลเซียส เมื่อได้รับความเย็นจนเปลี่ยนเป็นสถานะของแข็ง (กลายเป็นน้ำแข็ง) ในสถานะของแข็งนี้จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น 9% ซึ่งเป็นสาเหตุของข้อเท็จจริงที่น้ำแข็งลอยน้ำได้ ความหมายคือ หากน้ำมีอุณหภูมิ สูงกว่าหรือต่ำกว่า 3.98 องศาเซลเซียส จะมีปริมาตรที่เพิ่มขึ้นเสมอ หากบบรจุน้ำในภาชนะปิดสนิทที่อุณหภูมิปกติ แล้วนำไปแช่เย็นจนถึง 3.98 องศาเซลเซียส ภายในภาชนะจะเกิดภาวะสูญญากาศ เนื่องจากปริมาตรของน้ำลดลง ในทางตรงกันข้าม หากบรรจุน้ำในภาชนะปิดสนิทที่อุณหภูมิ 3.98 องศาเซลเซียส แล้วลดอุณหภูมิลงไปอีกจะเหลือ 0 องศาเซลเซียส น้ำก็จะขยายตัว เพิ่มขึ้น 9% ทำให้เกิดแรงดันในภาชนะเพิ่มขึ้น หากภาชนะเป็นของแข็ง และไม่ยืดหยุน (เช่น แก้ว) น้ำก็สามารถดันให้ภาชนะแตกได้ แม้แต่จะเปิดฝาภาชนะไว้ก็ตาม หากเป็นภาชนะโลหะ ที่ขยายตัวได้น้อย การขยายตัวของน้ำก็สามารถทำให้โลหะปริแตกได้เช่นเดียวกัน แนวทางแก้ไขบรรจุน้ำในภาชนะปิดสนิท เพื่อการบริโภคที่อุณหูมิสูงกว่า 3.98 องศาเซลเซียส ก่อนการบรรจุ ควรลดอุณหภูมิน้ำลงในช่วง 3.98-6 องศาเซลเซียส จะทำให้ภาชนะคงตัวอยู่ได้ ไม่เสียรูป แม้อุณหภูมิขณะขนส่งจะเป็นอุณหภูมิปกติตามสภาพแวดล้อมทั่วไป หรือขนส่งภายใต้อุณหภูมิต่ำ สมบัติของน้ำ โครงสร้างโมเลกุลของน้ำ น้ำ 1 โมเลกุล (H2O) ประกอบด้วย ไฮโดรเจน 2 อะตอม และออกซิเจน 1 อะตอม เชื่อมต่อกันด้วยพันธะโควาเลนท์ (Covalent bonds) ซึ่งใช้อิเล็กตรอนร่วมกัน โดยที่อะตอมทั้งสามตัวเชื่อมต่อกันเป็นมุม 105° โดยมีออกซิเจนเป็นขั้วลบ และไฮโดรเจนเป็นขั้วบวก ดังภาพที่ 1 ภาพที่ 1 โมเลกุลน้ำ น้ำแต่ละโมเลกุลเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน (Hydrogen-bonds) เรียงตัวต่อกันเป็นโครงสร้างจัตุรมุข (Tetrahedral) ดังภาพที่ 2 ทำให้น้ำต้องใช้ที่ว่างมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง ดังนั้นเมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งจะมีความหนาแน่นน้อยลง เมื่อเพิ่มความร้อนให้กับน้ำแข็งพันธะไฮโดรเจนจะถูกทำลาย ทำให้น้ำแข็งละลายเป็นของเหลว และเมื่อโครงสร้างผลึกยุบตัวลงน้ำในสถานะของเหลวจึงใช้เนื้อที่น้อยกว่าของแข็ง นี่คือสาเหตุว่าทำไมน้ำแข็งจึงมีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำ ภาพที่ 2 พันธะไฮโดรเจนมีระยะห่าง 177 พิโคเมตร พันธะโควาเลนต์มีระยะห่าง 99 พิโคเมตร ตัวอย่างที่แสดงพันธะไฮโดรเจนที่เห็นได้ชัดคือ แรงตรึงผิวของน้ำ (Surface tension) เราจะเห็นว่า หยดน้ำบนพื้นหรือบนใบบัวมีรูปร่างเป็นทรงกลมคล้ายเลนส์นูน หรือเวลาที่เติมน้ำเต็มแก้ว ผิวน้ำจะพูนโค้งสูงเหนือปากแก้วเล็กน้อย หากปราศจากแรงตรึงผิวซึ่งเกิดจากพันธะไฮโดรเจนแล้ว ผิวน้ำจะเต็มเรียบเสมอปากแก้วพอดี แรงตรึงผิวเป็นคุณสมบัติพิเศษของน้ำ ซึ่งมีมากกว่าของเหลวชนิดอื่น ยกเว้นปรอท (Mercury) ซึ่งเป็นธาตุชนิดเดียวที่เป็นของเหลว แรงตรึงผิวทำให้น้ำเกาะรวมตัวกันและไหลชอนไชไปได้ทุกหนแห่ง แม้แต่รูโหว่และรอยแตกของหิน ด้วยเหตุนี้น้ำจึงเป็นตัวปฏิวัติรูปโฉมของพื้นผิวโลก การเปลี่ยนสถานะของน้ำ ภายใต้ความกดอากาศ ณ ระดับน้ำทะเลปานกลาง น้ำมีสถานะเป็นของเหลว น้ำเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส (ไอน้ำ) เมื่อมีอุณหภูมิสูงถึงจุดเดือด (Boiling point) ที่อุณหภูมิ 100°C และเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง เมื่ออุณหภูมิลดต่ำถึงจุดเยือกแข็ง (Freezing point) ที่อุณหภูมิ 0°C การเปลี่ยนสถานะของน้ำมีการดูดกลืนหรือการคายความร้อน โดยที่ไม่ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เรียกว่า ความร้อนแฝง (Latent heat) ความร้อนแฝงมีหน่วยเป็น แคลอรี (Calorie) 1 แคลอรี คือปริมาณความร้อนซึ่งทำให้น้ำ 1 กรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1°C (ดังนั้นหากเราเพิ่มความร้อน 10 แคลอรี ให้กับน้ำ 1 กรัม น้ำจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 10°C) ภาพที่ 3 พลังงานที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะของน้ำ ก่อนที่น้ำแข็งละลาย น้ำแข็งต้องการความร้อนแฝง 80 แคลอรี/กรัม เพื่อทำให้น้ำ 1 กรัม เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว น้ำแข็งดูดกลืนความร้อนนี้ไว้โดยยังคงรักษาอุณหภูมิ 0°C คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมดก้อน ความร้อนที่ถูกดูดกลืนเข้าไปจะทำลายพันธะไฮโดรเจนในโครงสร้างผลึกน้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ในทางกลับกันเมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็งก็จะคายความร้อนแฝงออกมา 80 แคลอรี/กรัม เมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ น้ำต้องการความร้อนแฝง 600 แคลอรี เพื่อที่จะเปลี่ยน น้ำ 1 กรัม ให้กลายเป็นไอน้ำ ในทำนองกลับกันเมื่อไอน้ำควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ น้ำจะคายความร้อนแฝงออกมา 600 แคลอรี/กรัม ทำให้เรารู้สึกร้อนก่อนที่จะเกิดฝนตก การเปลี่ยนสถานะของน้ำทำให้น้ำมีสมบัติในการพาความร้อน (Convection) ดังนั้นเมืื่อน้ำเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวโลก ในมหาสมุทร หรือในอากาศ ก็จะพาพลังงานความร้อนไปด้วย ทำให้อุณหภูมิของพื้นผิวโลกในเวลากลางวันและกลางคืนไม่แตกต่างกันมากนัก โลกจึงมีภาวะที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต ความหนาแน่นของน้ำ ภายใต้ความกดอากาศ ณ ระดับน้ำทะเลปานกลาง น้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งเมื่อมีอุณหภูมิ 0°C เมื่อพิจารณากราฟในภาพที่ 4 จะเห็นว่าน้ำมีความหนาแน่นสูงสุดที่อุณหภูมิ 4°C และมีสถานะเป็นของเหลว เมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิ 0°C น้ำจะมีปริมาตรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9 โดยเราจะเห็นได้ว่า เมื่อใส่น้ำเต็มแก้วแล้วนำไปแช่ห้องแข็ง น้ำแข็งจะล้นออกนอกแก้วหรือดันให้แก้วแตก ในทำนองเดียวกันเมื่อน้ำในซอกหินแข็งตัว มันจะขยายตัวจนทำให้หินแตกเกิดกระบวนการผุพังของหิน (Weathering) ซึ่งทำให้เกิดตะกอน ภาพที่ 4 ความหนาแน่นของน้ำ ณ อุณหภูมิต่างๆ น้ำ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล สสารทั่วไปมีความหนาแน่นมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง แต่น้ำมีความหนาแน่นน้อยลงเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง ด้วยเหตุนี้น้ำแข็งจึงลอยอยู่บนน้ำ ถ้าหากน้ำแข็งมีความหนาแน่นกว่าน้ำ เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดลง น้ำในมหาสมุทรแข็งตัวและจมตัวลงสู่ก้นมหาสมุทร ทำให้สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นมหาสมุทรไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นการที่น้ำมีความหนาแน่นน้อยลงเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งจึงเป็นผลดีที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เมื่ออุณหภูมิของอากาศลดต่ำกว่าจุดน้ำแข็ง น้ำแข็งจะเกิดขึ้นบนผิวมหาสมุทร ทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันไม่ให้น้ำทะเลที่อยู่เบื้องล่างสูญเสียความร้อนจนกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด สิ่งมีชีวิตจึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในท้องทะเลได้อย่างอบอุ่น

ดูทั้งหมด
bottom of page