การป้องกันการเกิดกลิ่นหืนในอาหาร ด้วยกระป๋อง และเครื่องปิดฝากระป๋องของลาซสเตป
- 4 วันที่ผ่านมา
- ยาว 3 นาที
กลิ่นหืนในอาหารเกิดจาก กระบวนการออกซิเดชันของไขมัน (Lipid Oxidation) ซึ่งทำให้ไขมันในอาหารเสื่อมสภาพ เกิดกลิ่นและรสชาติที่ไม่พึงประสงค์
สาเหตุหลักของกลิ่นหืน
ไขมันทำปฏิกิริยากับออกซิเจน
ไขมันโดยเฉพาะไขมันไม่อิ่มตัว (เช่น น้ำมันพืช ไขมันปลา ถั่ว) ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ทำให้เกิดสารออกซิเดชันที่มีกลิ่นเหม็นหืน
แสงและความร้อน
แสง UV และอุณหภูมิสูงเร่งการเสื่อมสภาพของไขมัน ทำให้เกิดกลิ่นหืนเร็วขึ้น
เอนไซม์ Lipoxygenase
พบในพืชและสัตว์บางชนิด สามารถกระตุ้นการเกิดออกซิเดชันของไขมัน ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน
จุลินทรีย์บางชนิด
แบคทีเรียและเชื้อราอาจย่อยไขมันและปล่อยสารที่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์
ตัวอย่างอาหารที่มักมีกลิ่นหืน
น้ำมันพืช (โดยเฉพาะน้ำมันเก่าที่ใช้ซ้ำ)
ถั่วเปลือกแข็ง เช่น ถั่วลิสง อัลมอนด์
อาหารที่มีไขมันสูง เช่น ขนมปังกรอบ ข้าวเกรียบ
เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น กุนเชียง ไส้กรอก
วิธีป้องกันกลิ่นหืน
เก็บในที่เย็นและปิดสนิท – ลดการสัมผัสกับอากาศและแสง
ใช้ภาชนะทึบแสง – ป้องกันแสง UV ทำลายไขมัน
เลือกน้ำมันที่ทนต่อออกซิเดชัน – เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม
หลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำ – น้ำมันที่ใช้ทอดซ้ำเสื่อมสภาพเร็ว
ใช้สารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ – เช่น วิตามินอี, สารสกัดโรสแมรี่
หากพบว่าอาหารมีกลิ่นหืน ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค เพราะอาจเกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น อัลดีไฮด์ และคีโตน
การป้องกันกลิ่นหืนในอาหารสามารถทำได้หลายวิธี เพื่อชะลอหรือป้องกันการเสื่อมสภาพของไขมัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของกลิ่นหืน
วิธีป้องกันกลิ่นหืนในอาหาร
1.เก็บรักษาอย่างถูกต้อง เก็บในที่เย็นและแห้ง เก็บอาหารที่มีไขมันสูง เช่น ถั่ว น้ำมันพืช ขนมอบ ในที่เย็น เช่น ตู้เย็นหรือห้องที่ไม่มีความชื้น อุณหภูมิที่ต่ำช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชัน
ใช้ภาชนะปิดสนิท เก็บน้ำมันและอาหารที่มีไขมันในขวดหรือภาชนะสุญญากาศ ลดการสัมผัสกับออกซิเจนซึ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชัน
เลือกภาชนะทึบแสง โดยเฉพาะแสง UV ทำให้ไขมันเสื่อมสภาพเร็วขึ้น ใช้ขวดแก้วสีเข้มหรือกระป๋องโลหะในการเก็บน้ำมันและอาหาร
2. หลีกเลี่ยงปัจจัยที่เร่งการเกิดกลิ่นหืน
ไม่ใช้ความร้อนสูงเกินไป การทอดน้ำมันที่อุณหภูมิสูงทำให้ไขมันแตกตัวเร็วขึ้น ควรใช้อุณหภูมิที่เหมาะสม และไม่ควรทอดน้ำมันซ้ำหลายครั้ง
ไม่ใช้ซ้ำและเปลี่ยนน้ำมันบ่อยๆ น้ำมันที่ใช้ซ้ำจะมีสารอนุมูลอิสระสะสม ทำให้เกิดกลิ่นหืนและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ วัตถุดิบที่เก็บไว้นาน เช่น ถั่ว หรือเมล็ดพืช อาจมีไขมันที่เริ่มเสื่อมสภาพแล้ว
3. ใช้สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants)
ใช้สารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ
วิตามินอี (Tocopherol) ในเมล็ดพืช น้ำมันพืช
วิตามินซี ช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของไขมัน
สารสกัดโรสแมรี่ หรือชาเขียว มีสารต้านออกซิเดชันที่ช่วยยืดอายุของน้ำมัน
ใช้สารกันหืนที่ปลอดภัย เช่น กรดซิตริก (มะนาว) และกรดแอสคอร์บิก (วิตามินซี)
4. เลือกไขมันที่เสถียรต่อการออกซิเดชัน
ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู ซึ่งทนต่อออกซิเดชันได้ดีกว่าน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันข้าวโพด
เลือกน้ำมันที่ผ่านกระบวนการทำให้คงตัว เช่น น้ำมันที่มีการเติมสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อยืดอายุ
5. ตรวจสอบก่อนบริโภค
ดมกลิ่นและสังเกตสีของอาหาร หากน้ำมันหรืออาหารมีกลิ่นหืน หรือสีเปลี่ยนไป ควรหลีกเลี่ยงการบริโภค
อย่าเก็บอาหารไว้นานเกินไป อาหารที่มีไขมันควรบริโภคภายในเวลาที่เหมาะสม
สรุป
การป้องกันกลิ่นหืนในอาหารเน้นที่ การเก็บรักษาอย่างถูกต้อง ลดการสัมผัสอากาศ ความร้อน และแสง เลือกน้ำมันที่เหมาะสม และ ใช้สารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยยืดอายุไขมันให้นานขึ้น
หากต้องเก็บอาหารที่มีไขมันเป็นเวลานาน ควรแช่เย็นหรือแช่แข็งเพื่อคงความสดใหม่ และหลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบที่เก่าเก็บ
สารเคมีที่ใช้ป้องกันกลิ่นหืน เรียกว่า สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ซึ่งช่วยชะลอหรือยับยั้งกระบวนการออกซิเดชันของไขมันที่ทำให้เกิดกลิ่นหืน
ประเภทของสารกันหืน
1. สารกันหืนจากธรรมชาติ (Natural Antioxidants)
วิตามินอี (Tocopherols) พบในน้ำมันพืช เมล็ดพืช ถั่ว และธัญพืช ช่วยจับอนุมูลอิสระที่ทำให้ไขมันเสื่อมสภาพ
วิตามินซี (Ascorbic Acid) พบในผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะนาว ส้ม และผักใบเขียว ช่วยป้องกันไขมันหืนโดยทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
สารสกัดโรสแมรี่ (Rosemary Extract) มีสารฟีนอลที่ช่วยยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันในไขมัน ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป ขนมขบเคี้ยว
กรดซิตริก (Citric Acid) พบในมะนาวและผลไม้ตระกูลส้ม ลดการเกิดออกซิเดชันของไขมันโดยการจับกับโลหะที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) พบในชาเขียว ไวน์แดง และผลไม้ เช่น องุ่น ทับทิม มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและยืดอายุไขมัน
2.สารกันหืนสังเคราะห์ (Synthetic Antioxidants)
BHA (Butylated Hydroxyanisole) นิยมใช้ในอาหารแปรรูป น้ำมันพืช ขนมอบ มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันไขมันเหม็นหืน
BHT (Butylated Hydroxytoluene) ใช้ในอาหารที่มีไขมันสูง เช่น มาการีน มันฝรั่งทอด ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของไขมันและยืดอายุการเก็บ
TBHQ (Tertiary Butylhydroquinone) ใช้ในน้ำมันพืช อาหารทอด ขนมขบเคี้ยว มีประสิทธิภาพสูงกว่า BHA และ BHT ในการป้องกันกลิ่นหืน
Propyl Gallate (PG) ใช้ร่วมกับ BHA และ BHT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ พบในน้ำมันพืช เนื้อสัตว์แปรรูป และขนมอบ
การเลือกใช้สารกันหืน
1.อุตสาหกรรมอาหาร มักใช้ BHA, BHT, TBHQ หรือสารสกัดโรสแมรี่
2.อาหารเพื่อสุขภาพ นิยมใช้วิตามินอี วิตามินซี หรือสารสกัดจากพืช
3.น้ำมันพืช ใช้ TBHQ หรือวิตามินอีเพื่อป้องกันการเหม็นหืน
แม้ว่าสารกันหืนสังเคราะห์จะมีประสิทธิภาพสูง แต่บางชนิดอาจมีข้อจำกัดในการใช้และต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอาหารของแต่ละประเทศ ดังนั้น การใช้สารกันหืนจากธรรมชาติเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและได้รับความนิยมมากขึ้น
ปริมาณการใช้สารป้องกันกลิ่นหืน
1.ปริมาณ วิตามินอี (Tocopherol) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารและไขมันที่ต้องการป้องกัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืช: ใช้วิตามินอี 0.02–0.05% (200–500 ppm)
ไขมันสัตว์: ใช้วิตามินอี 100–300 ppm
อาหารแปรรูปที่มีไขมันสูง (ขนมขบเคี้ยว, เนื้อสัตว์แปรรูป): ใช้วิตามินอี 200–400 ppm
อาหารเสริม: ใช้ปริมาณที่แนะนำตามกฎหมายอาหารของแต่ละประเทศ
วิตามินอีช่วยชะลอการออกซิเดชันของไขมันโดยจับกับอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ทำให้ไขมันเสื่อมสภาพช้าลง ลดการเกิดกลิ่นหืน
2. ปริมาณ วิตามินซี (Ascorbic Acid) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: ใช้ 0.02–0.1% (200–1000 ppm)
อาหารแปรรูปที่มีไขมันสูง (ขนมขบเคี้ยว, เนื้อสัตว์แปรรูป): ใช้ 500–1500 ppm
อาหารที่มีไขมันต่ำ (ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, น้ำผลไม้): ใช้ 100–500 ppm
บทบาทของวิตามินซี:
เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ที่ช่วยชะลอการเกิดออกซิเดชันของไขมัน
ทำงานร่วมกับ วิตามินอี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันการเหม็นหืน
มีประสิทธิภาพดีเมื่อใช้ร่วมกับ กรดซิตริก หรือ โซเดียมแอสคอร์เบต
3.ปริมาณ สารสกัดโรสแมรี่ (Rosemary Extract) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: 100–500 ppm
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อบด): 300–1000 ppm
อาหารทอดและขนมขบเคี้ยว: 200–800 ppm
อาหารแปรรูปที่มีไขมันสูง (เช่น มายองเนส, ซอส): 500–1500 ppm
ประโยชน์ของสารสกัดโรสแมรี่:
มี สารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ เช่น คาร์โนซอล (Carnosol) และ โรสมารีนิกแอซิด (Rosmarinic Acid)
ยืดอายุไขมันและน้ำมัน ลดการเกิดออกซิเดชัน
ใช้ร่วมกับ วิตามินอีและวิตามินซี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันกลิ่นหืน
4. ปริมาณ กรดซิตริก (Citric Acid) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: 0.01–0.1% (100–1000 ppm)
อาหารแปรรูปที่มีไขมันสูง (ไส้กรอก, เนื้อสัตว์แปรรูป, ขนมอบ): 200–1000 ppm
เครื่องดื่มและน้ำผลไม้: 300–2000 ppm
อาหารกระป๋องและซอสต่างๆ: 500–1500 ppm
บทบาทของกรดซิตริก:
เป็น สารจับโลหะ (Chelating Agent) ช่วยลดการเกิดออกซิเดชันของไขมัน
เพิ่มประสิทธิภาพของ วิตามินอี และสารกันหืนอื่นๆ
ป้องกันการเปลี่ยนสีและเสื่อมสภาพของอาหาร
5.ปริมาณ สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: 100–500 ppm
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อบด): 200–800 ppm
ขนมขบเคี้ยวและอาหารทอด: 200–1000 ppm
เครื่องดื่ม (ชา, ไวน์, น้ำผลไม้): 50–300 ppm
อาหารแปรรูปที่มีไขมันสูง: 300–1000 ppm
บทบาทของสารโพลีฟีนอล:
เป็น สารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ พบในชาเขียว, ไวน์แดง, ทับทิม, องุ่น
ป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมันและยืดอายุอาหาร
ทำงานได้ดีเมื่อใช้ร่วมกับ วิตามินซีและวิตามินอี
6. ปริมาณ BHA (Butylated Hydroxyanisole) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: 50–200 ppm
อาหารทอดและขนมขบเคี้ยว (มันฝรั่งทอด, ข้าวเกรียบ): 50–100 ppm
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อบด): 100–200 ppm
มาการีนและไขมันพืช: 50–200 ppm
ผลิตภัณฑ์ธัญพืช (ซีเรียล, ขนมปัง): 50–100 ppm
บทบาทของ BHA:
เป็น สารกันหืนสังเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพสูง
ช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมัน
ใช้ในปริมาณที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายอาหารของแต่ละประเทศ
มักใช้ร่วมกับ BHT หรือ TBHQ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
7. ปริมาณ BHT (Butylated Hydroxytoluene) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: 50–200 ppm
อาหารทอดและขนมขบเคี้ยว (มันฝรั่งทอด, ข้าวเกรียบ): 50–100 ppm
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อบด): 100–200 ppm
มาการีนและไขมันพืช: 50–200 ppm
ผลิตภัณฑ์ธัญพืช (ซีเรียล, ขนมปัง): 50–100 ppm
บทบาทของ BHT:
เป็น สารกันหืนสังเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพสูง
ช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมัน
มักใช้ร่วมกับ BHA หรือ TBHQ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ได้รับการควบคุมปริมาณการใช้ตามกฎหมายอาหารของแต่ละประเทศ
ปริมาณ TBHQ (Tertiary Butylhydroquinone) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: 50–200 ppm
อาหารทอดและขนมขบเคี้ยว (มันฝรั่งทอด, ข้าวเกรียบ): 50–100 ppm
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อบด): 100–200 ppm
มาการีนและไขมันพืช: 50–200 ppm
อาหารกระป๋องและซอสต่างๆ: 50–200 ppm
บทบาทของ TBHQ:
เป็น สารกันหืนสังเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าทั้ง BHA และ BHT
ใช้ในปริมาณต่ำแต่ให้ผลในการป้องกันออกซิเดชันของไขมันได้ดี
ได้รับการควบคุมการใช้โดยกฎหมายอาหารของแต่ละประเทศ
9. ปริมาณ Propyl Gallate (PG) ที่ใช้ในการป้องกันกลิ่นหืนขึ้นอยู่กับประเภทของอาหารและไขมัน โดยทั่วไป:
น้ำมันพืชและไขมันสัตว์: 50–200 ppm
มาการีนและไขมันพืช: 50–100 ppm
ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป (ไส้กรอก, กุนเชียง, เนื้อบด): 100–200 ppm
ขนมขบเคี้ยวและอาหารทอด: 50–100 ppm
ซุปกึ่งสำเร็จรูปและซอส: 50–200 ppm
บทบาทของ Propyl Gallate:
เป็น สารกันหืนสังเคราะห์ ที่ทำงานได้ดีเมื่อใช้ร่วมกับ BHA และ BHT
ช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชันของไขมันและยืดอายุอาหาร
ได้รับการควบคุมปริมาณการใช้ตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของแต่ละประเทศ
LAZ-Step Ltd. ช่วยลดปัญหากลิ่นหืนในอาหาร และยืดอายุสินค้าได้อย่างไร
ทำไมถึงเกิดกลิ่นหืน?
กลิ่นหืนในอาหารเกิดจาก กระบวนการออกซิเดชันของไขมัน (Lipid Oxidation) เมื่อไขมันในอาหารสัมผัสกับ ออกซิเจน แสง และความร้อน ทำให้เกิดกลิ่นและรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในสินค้าอย่าง ขนมกรุบกรอบ ถั่วอบ ธัญพืช หรืออาหารแห้งที่มีไขมัน
LAZ-Step มีโซลูชันที่ช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กระป๋องพลาสติกสีทึบ ช่วยลดการเสื่อมของไขมัน
การใช้ กระป๋องพลาสติกสีทึบ แทนกระป๋องใส ช่วยลดการเกิดกลิ่นหืนได้ เพราะ
ลดการผ่านของ แสง UV
ลดการเกิด Photo-oxidation ของไขมัน
ช่วยรักษาคุณภาพของอาหารให้นานขึ้น
จึงเหมาะสำหรับสินค้า เช่น
ถั่วอบ
ขนมกรุบกรอบ
ธัญพืช
ขนมอบ
อาหารแห้งที่มีไขมัน
ระบบเติมไนโตรเจน ลดออกซิเจนในกระป๋อง LAZ-Step มี Nitrogen Service Set ที่ช่วยลดการเกิดกลิ่นหืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการคือ Nitrogen Flushing
การเติมแก๊สไนโตรเจนเข้าไปในกระป๋องจะช่วย
ไล่ออกซิเจนออกจากภาชนะ
ลดปริมาณออกซิเจนให้เหลือต่ำกว่า 2%
ลดการเกิดออกซิเดชันของไขมัน
ผลลัพธ์คือ
ลดกลิ่นหืน
ยืดอายุสินค้า
ช่วยให้ขนมยังคงความกรอบ
เครื่องปิดฝากระป๋อง ช่วยป้องกันอากาศเข้า
เครื่องปิดฝากระป๋องของ LAZ-Step ช่วยให้การปิดผนึกกระป๋องแน่นสนิท ลดการสัมผัสกับอากาศภายนอก
เมื่อใช้ร่วมกับระบบไนโตรเจน จะช่วยให้
ออกซิเจนในกระป๋องต่ำ (ลดออกซิเจนเหลือต่ำกว่า 2%)
อากาศไม่สามารถเข้าไปได้ง่าย
สินค้าเก็บได้นานขึ้น
โซลูชันจาก LAZ-Step สำหรับผู้ผลิตอาหาร
LAZ-Step แนะนำการป้องกันกลิ่นหืนด้วยการใช้ 3 วิธีร่วมกัน
ใช้ กระป๋องพลาสติกสีทึบ เพื่อลดแสง
ใช้ ระบบไนโตรเจน (Nitrogen Service Set) เพื่อลดออกซิเจน
ใช้ เครื่องปิดฝากระป๋อง LAZ-Step เพื่อปิดผนึกอย่างแน่นหนา
Resources : Powerpoint











.png)
ความคิดเห็น